อยากรวยต้องรู้

เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วค่ะ ว่าใครๆก็อยากร่ำรวยเป็นเศรษฐีด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งแนวทางการปฏิบัติมีอยู่ง่ายๆ เราไปติดตามพร้อมๆกันค่ะ

shutterstock_180691082

1. เราควรหมั่นศึกษาหาความรู้ทางด้านการเงิน ควบคู่ไปกับการทำงาน เพราะในชีวิตของเราๆนั้นจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่สามารถหารายได้เพิ่มจากการทำงาน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีหลังการปลดเกษียณ

2. ออมก่อน รวยก่อน นั่นหมายความว่า ใครที่เริ่มเก็บหอมรอบริบได้เร็ว ก็มีโอกาสที่จะรวยได้เร็ว

3. รู้จักวิธีการลงทุนที่ถูกต้องและเหมาะสม อีกทั้งต้องรู้ช่วงเวลาที่ดีในการลงทุนอีกด้วย

4. ต้องรู้จักเปิดโลกทัศน์ในการลงทุน เนื่องจากการลงทุนไม่ได้มีแค่ช่องทางเดียวจุดสำคัญในการบริหารการลงทุนนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ วิธีการ หรือสไตล์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเพียง “เกมภายนอก” แต่เป็นเรื่องของทัศนคติ วิธีคิด พลังใจ ซึ่งเป็น “เกมภายใน”

5. ความสำเร็จในการลงทุนไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน จริงๆ แล้วมันอาจเปรียบได้กับการวิ่งแข่งระยะไกล ไม่ใช่การวิ่งแข่ง 100 เมตร ดังนั้น คุณจะต้อง “รู้จักตัวเอง” ว่าอะไรคือสไตล์การลงทุนที่เหมาะสมที่เข้ากันได้กับความสามารถในการรับความเสี่ยง และทักษะในการลงทุนเพราะนั่นคือ “ระบบ” ที่คุณต้องใช้ในเพื่อ “ทำธุรกิจ” นี้ในระยะยาว

6. ต้องเรียนรู้วิธีในการใช้เงินต่อเงินนั้น คุณต้อง “รู้จักเครื่องมือ” ว่ามีลักษณะและรูปแบบการให้ผลตอบแทนอย่างไร มีข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดอะไรบ้าง

7. นอกจากนี้ คุณต้อง “รู้จักตลาด” คือ รู้ว่าตลาดการเงินมีธรรมชาติเป็นอย่างไร อะไรคือสาเหตุเบื้องหลังที่ทำให้เกิดการกระเพื่อมขึ้นลงของตลาด และรู้วิธีการในการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนว่าต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร เห็นไหมคะว่าไม่มีอะไรที่อยู่เกินความสามารถของเรา ถ้าหากเราเรียนรู้และลงรายละเอียดอย่างจริงจัง
ที่มาจาก: pangpond.com

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนสามัญ

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญ หมายถึง ห้างหุ้นส่วนที่มีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อทำกิจการร่วมกัน ด้วยมีประสงค์จะแบ่งกำไรอันพึงได้จากกิจการที่ทำนั้นและผู้เป็นหุ้นส่วนทุก คนจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้สินทั้งปวงของห้างโดยไม่จำกัดจำนวนเหมือน กันหมดทุกคน ห้างหุ้นส่วนสามัญ สามารถจดทะเบียนแบบเป็นนิติบุคคลหรือไม่จดก็ได้ เพราะกฏหมายไม่ได้บังคับไว้ ดังนั้น การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามารถทำได้ 2 ลักษณะ ดังนี้

1. ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล หมายถึง ห้างหุ้นส่วนประเภทที่มีผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกเดียวคือ หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบ โดยผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งปวงของห้างหุ้น ส่วน โดยไม่จำกัดจำนวน และในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเองจะตกลงให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือ หลายคนเป็นผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนก็จะมีฐานะเป็นห้างหุ้นส่วน สามัญนิติไว้ จะดำเนินการกิจการนอกเหนือจากที่จดทะเบียนไว้ไม่ได้
2. ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใดๆ แก่บุคคลภายนอกในกิจการค้าขายซึ่งปรากฏชื่อของตนนั้นไม่ได้ หากเป็นการฟ้องคดีจะเอาชื่อห้างฟ้องไม่ได้ ต้องเอาชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการฟ้องคดีที่บุคคลภายนอกทำละเมิดต่อห้างหุ้นส่วน กรณีเช่นนี้หุ้นส่วนผู้จัดกรย่อมสามารถฟ้องคดีได้โดยลำพัง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนสามัญ

การจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วน

ในการจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนผู้ขอจดทะเบียนจะต้องเตรียมข้อมูลและเอกสารประกอบการจดทะเบียน ดังนี้

1. ชื่อของห้างหุ้นส่วน หุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องเป็นผู้ยื่นขอตรวจและจองชื่อห้างด้วยแบบจองชื่อ นิติบุคคลเสียก่อนว่าชื่อที่ใช้นั้น เหมือนหรือคล้ายกับชื่อที่คนอื่นได้จดทะเบียนไว้ก่อนหรือไม่ และจะต้องไม่ขัดกับกฏหมายและระเบียบของทางราชการ ชื่อที่ใช้ต้องเป็นภาษไทยจะมีภาษีต่างประเทศด้วยก็ได้ และเมื่อได้ชื่อแล้วจะต้องยื่นขอจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งอนุญาตให้ใช้ชื่อได้
2.วัตถุประสงค์ของห้าง
3.ที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสาขา (ถ้ามี)
4.ชื่อ ที่อยู่ อายุ สัญชาติ และสิ่งที่นำมาลงหุ้นของหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด และหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดแต่ละคน
5.ชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ
6.ข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการ (ถ้ามี)
7.ดวงตราสำคัญของห้าง

ที่มา http://www.จดทะเบียนบริษัท.com/?p=1705

รายได้ที่ไม่ต้องเสียภาษี

เงินได้อันเป็นเหตุให้ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีมาจากแหล่งใดบ้าง

shutterstock_72349168

แหล่งที่มาของเงินได้ ซึ่งแบ่งเป็นเงินได้จากแหล่งในประเทศและนอกประเทศ เงินได้จากแหล่งต่างๆ นี้จะต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ ให้พิจารณา ดังนี้

1. เงินได้เกิดจากแหล่งในประเทศ หมายถึง เงินได้ที่เกิดขึ้น หรือเป็นผลสืบเนื่องจากมี
1.1 หน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย หรือ
1.2 กิจการที่ทำในประเทศไทย หรือ
1.3 กิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือ
1.4 ทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า ฯลฯ

*เงื่อนไข ผู้มีเงินได้เกิดจากแหล่งในประเทศนี้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามที่ประมวลรัษฏากร กำหนดไว้เสมอเว้นแต่จะมีข้อยกเว้นตามกฎหมาย ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วนั้น จะจ่ายในหรือนอกประเทศ และไม่ว่าผู้มีเงินได้นั้นจะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม)

2. เงินได้เกิดจากแหล่งนอกประเทศไทย หมายถึง เงินได้ที่เกิดขึ้นหรือเป็นผลสืบเนื่องจากมี
2.1 หน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ หรือ
2.2 กิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือ
2.3 ทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ

*เงื่อนไข
ผู้มีเงินได้เกิดจากแหล่งนอกประเทศในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วจะต้องเสียภาษีเงินได้ ในประเทศไทยก็ต่อเมื่อเข้าองค์ประกอบทั้ง 2 ประการ ดังต่อไปนี้
(1) ผู้มีเงินได้เป็น ผู้อยู่ในประเทศไทย ในปีภาษีนั้นชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลา รวมทั้งหมดถึง 180 วัน และ
(2) ผู้มีเงินได้ นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีนั้นด้วย
ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาบางกรณี ถ้าเกี่ยวข้องกับบุคคลของบางประเทศที่มี อนุสัญญาภาษีซ้อน* หรือความตกลงเพื่อป้องกันการเก็บภาษีซ้ำซ้อนกับประเทศไทยจำเป็นต้องพิจารณาถึงความ ตกลงหรืออนุสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยได้ทำความตกลงไว้ด้วย

ที่มาจาก: pangpond.com

มีเงินได้เกิดขึ้นในระหว่างปีภาษีมี

ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นในระหว่างปีภาษีมีหน้าที่ต้องยื่นแบบฯ เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกกรณีหรือไม่

shutterstock_79911643

ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีภาษีจะมีหน้าที่ต้องยื่นแบบฯ ก็ต่อเมื่อมีเงินได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าเมื่อคำนวณภาษีแล้วจะมีภาษีต้องชำระเพิ่มเติมหรือไม่ก็ตาม ดังนี้

1. ผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานประเภทเงินเดือน ค่าจ้างที่ได้รับในปีภาษีนั้น (ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม)

– กรณีไม่มีคู่สมรสต้องมีเงินได้พึงประเมินเกิน 50,000 บาท
– กรณีที่มีคู่สมรสไม่ว่าฝ่ายเดียว หรือทั้งสองฝ่ายต้องมีเงินได้พึงประเมินรวมกัน เกิน 100,000 บาท

2. ผู้มีเงินได้จากการทำธุรกิจการค้าทั่วไปที่มิใช่เกิดจากการจ้างแรงงานที่ได้รับในปีภาษีนั้น (ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม)

– กรณีไม่มีคู่สมรสต้องมีเงินได้พึงประเมินเกิน 30,000 บาท
– กรณีมีคู่สมรสไม่ว่าฝ่ายเดียวหรือทั้งสองฝ่ายต้องมีเงินได้พึงประเมินรวมกัน เกิน 60,000 บาท

3. กองมรดกของผู้ตายที่ยังไม่แบ่งเกิน 30,000 บาท

4. ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเกิน 30,000 บาท
ที่มาจาก: pangpond.com

การตรวจนับ สินค้าคงเหลือ มีกี่วิธี

วิธีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ

กิจการซื้อขายสินค้าจะมีการซื้อสินค้ามาเพื่อขายให้เพียงพอและมีการสำรองสินค้าไว้เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากิจการมีสินค้าพร้อมขายตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อถึงวันสิ้นงวดบัญชีจึงต้องมีการตรวจนับและตีราคาสินค้าว่าคงเหลืออยู่เป็นจำนวนเงินเท่าใด จะบันทึกเป็น “สินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นงวดบัญชี หรือสินค้าคงเหลือปลายงวด” นำไปแสดงเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบดุล

shutterstock_148102178

วิธีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับสินค้ามี 2 วิธี คือ

1. วิธีบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่อง ( Perpetual Inventory Method )

วิธีนี้กิจการจะเปิด “บัญชีสินค้าคงเหลือ”ขึ้นเพื่อบันทึกการเคลื่อนไหวของสินค้าที่เกิดขึ้นตลอดปีดำเนินงาน โดยบันทึกมูลค่าของสินค้าไม่ว่าจะเป็นการซื้อหรือขายสินค้าการส่งคืนรับคืนดังนั้นยอดคงเหลือในบัญชีสินค้าคงเหลือคือ สินค้าที่ยังเหลืออยู่และยังมิได้ขายซึ่งจะทำให้ทราบยอดคงเหลือของสินค้าได้ตลอดเวลา วิธีนี้เหมาะสำหรับกิจการที่ขายสินค้าราคาแพง ข้อดีของวิธีนี้คือ ทำให้สามารถทราบยอดคงเหลือของสินค้าได้ตลอดเวลา จากบัญชีสินค้าคงเหลือโดยไม่ต้องมีการตรวจนับสินค้า ข้อเสีย คือ การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงในมูลค่าของสินค้า
นั้นจะทำให้มีการบันทึกบัญชีค่อนข้างมาก

การบันทึกบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้ามีดังนี้

1. ซื้อสินค้า เมื่อกิจการซื้อสินค้ามาเพื่อขายจะมีผลกระทบต่อบัญชีสินค้าคงเหลือ นั่นคือมีจำนวนสินค้าเพิ่มขึ้น

กรณีซื้อสินค้าเป็นเงินสด

เดบิต สินค้าคงเหลือ xx

ภาษีซื้อ xx

เครดิต เงินสด xx

กรณีซื้อสินค้าเงินเชื่อ

เดบิต สินค้าคงเหลือ xx

ภาษีซื้อ xx

เครดิต เจ้าหนี้ xx

2. ค่าใช้จ่ายในการซื้อ เช่น ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายนำเข้า ค่าภาษีขาเข้า ฯลฯ เมื่อกิจการซื้อสินค้า ตามวิธีนี้ จะบันทึกค่าใช้จ่ายในการซื้อ ในบัญชีสินค้าคงเหลือทางด้านเดบิต เนื่องจากทำให้สินค้ามีต้นทุนเพิ่มขึ้น

เดบิต สินค้าคงเหลือ xx

ภาษีซื้อ xx

เครดิต เงินสด xx

3. การส่งคืน การส่งคืนสินค้าเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้ซื้อได้รับสินค้าไม่ถูกต้องตามที่สั่งซื้อ ตามวิธีนี้จะบันทึกการส่งคืนเข้าบัญชีสินค้าคงเหลือทางเครดิต เนื่องจากมีผลทำให้ต้นทุนของสินค้าลดลง

กรณีส่งคืนสินค้าที่เป็นเงินสด

เดบิต เงินสด xx

เครดิต สินค้าคงเหลือ xx

ภาษีซื้อ xx

กรณีคืนสินค้าที่ซื้อเป็นเงินเชื่อ

เดบิต เจ้าหนี้การค้า xx

เครดิต สินค้าคงเหลือ xx

ภาษีซื้อ xx

4. ส่วนลดรับ ในกรณีที่ผู้ซื้อซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อ และผู้ขายมีเงื่อนไขให้ส่วนลดแก่ผู้ซื้อเมื่อผู้ซื้อชำระเงินภายในเวลาที่กำหนดตามเงื่อนไขส่วนลดเงินสด ตามวิธีจะบันทึกเข้าบัญชีสินค้าคงเหลือทางด้านเครดิต เนื่องจากมีผลทำให้ต้นทุนของสินค้าที่ซื้อลดลง

เดบิต เจ้าหนี้การค้า xx

เครดิต เงินสดหรือธนาคาร xx

สินค้าคงเหลือ xx

การบันทึกบัญชีเกี่ยวข้องกับการขายสินค้า ดังนี้

1. ขายสินค้า รายได้จากการขายสินค้าจะบันทึกเข้าบัญชีขาย การขายสินค้าตามวิธีนี้ ต้องบันทึกต้นทุนสินค้าที่ขายทุกครั้งที่มีการขาย

1. บันทึกการขาย

กรณีขายสินค้าเป็นเงินสด

เดบิต เงินสด/ธนาคาร xx

เครดิต ขาย xx

ภาษีขาย xx

กรณีขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ

เดบิต ลูกหนี้การค้า xx

เครดิต ขาย xx

ภาษีขาย xx

2. บันทึกต้นทุนสินค้าที่ขาย

เดบิต ต้นทุนขาย xx

เครดิต สินค้าคงเหลือ xx

2. ค่าใช้จ่ายในการขาย กิจการขายสินค้า และเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการขายต่างๆเช่น ค่าขนส่ง กิจการ จะบันทึกเข้าบัญชีค่าใช้จ่ายในการขาย เป็นบัญชีหมวดค่าใช้จ่าย

เดบิต ค่าใช้จ่ายในการขาย-ค่า…… xx

ภาษีซื้อ (ถ้ามี) xx

เครดิต เงินสด xx

3. รับคืนสินค้า ในระหว่างการขนส่ง สินค้าอาจจะชำรุดเสียหาย ผิดขนาด คุณภาพไม่ตรงตามที่ระบุหรือสินค้ามีตำหนิ การบันทึกบัญชีตามวิธีนี้ จะบันทึก 2 ขั้นตอน โดยบันทึกการรับคืนสินค้าในราคาขาย และบันทึกราคาทุนของสินค้าที่รับคืน

กรณีรับคืนสินค้าที่ขายเป็นเงินสด

3.1 บันทึกการรับคืนสินค้าในราคาขาย

เดบิต รับคืน xx

ภาษีขาย xx

เครดิต เงินสด xx

3.2. บันทึกราคาทุนของสินค้าที่รับคืน

เดบิต สินค้าคงเหลือ xx

เครดิต ต้นทุนขาย xx

กรณีรับคืนสินค้าที่ขายเป็นเงินเชื่อ

3.2.1 บันทึกการรับคืนสินค้าในราคาขาย

เดบิต รับคืนสินค้า xx

ภาษีขาย xx

เครดิต ลูกหนี้การค้า xx

3.2.2. บันทึกราคาทุนของสินค้าที่รับคืน

เดบิต สินค้าคงเหลือ xx

เครดิต ต้นทุนขาย xx

4. ส่วนลดจ่าย กรณีที่ผู้ขายขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ และมีเงื่อนไขให้ส่วนลดแก่ผู้ซื้อ ผู้ขายจะให้ส่วนลดเงินสดแก่ผู้ซื้อ โดยจะบันทึกในบัญชี “ส่วนลดจ่าย” ซึ่งมีผลทำให้มูลค่าขายสินค้าลดลง

เดบิต เงินสด/ธนาคาร xx

ส่วนลดจ่าย xx

เครดิต ลูกหนี้การค้า xx

ต้นทุนสินค้าที่ขาย

ตามวิธีบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่องทุกครั้งที่มีรายการขายสินค้าการบันทึกต้นทุนสินค้าขายด้วยและเมื่อมีการรับคืนจะบันทึกลดยอดต้นทุนสินค้าที่ขาย โดยต้นทุนสินค้าที่ขายนี้ จะบันทึก “ต้นทุนขาย” วันสิ้นงวด บัญชีต้นทุนขายจะถูกปิดไปเข้าบัญชีกำไรขาดทุน

2. วิธีบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือแบบสิ้นงวด ( Periodic Inventory Method )

วิธีนี้จะไม่มีการบันทึก “บัญชีสินค้าคงเหลือ” ในระหว่างงวดดังนั้นยอดคงเหลือในบัญชีสินค้าคงเหลือจะเป็นยอดของสินค้าคงเหลือ ณ วันต้นงวดและจะไม่บันทึกต้นทุนขายของสินค้าทุกครั้งที่มีการขาย วิธีการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือเมื่อสิ้นงวดนี้ เมื่อต้องการทราบยอดคงเหลือของสินค้า ณ วันใดวันหนึ่ง จะต้องทำการตรวจนับและตีราคาสินค้าคงเหลือ และถ้าต้องการทราบต้นทุนของสินค้าที่ขายต้องทำการคำนวณ

ดังนั้นเมื่อถึงวันสิ้นงวดจึงต้องทำการตรวจนับบัญชีสินค้าคงเหลือเพื่อนำมาบันทึกเป็นสินค้าคงเหลือปลายงวดวิธีนี้เหมาะสำหรับกิจการที่มีการขายในปริมาณมากเช่นห้างสรรพสินค้าข้อดีของวิธีนี้คือการบันทึกบัญชีทำได้ง่ายและประหยัดเวลาข้อเสียคือไม่สามารถทราบยอดคงเหลือของสินค้าคงเหลือได้ทันทีต้องทำการตรวจนับ

การบันทึกบัญชีเกี่ยวข้องกับซื้อสินค้ามีดังนี้

1. ซื้อสินค้า เมื่อกิจการซื้อสินค้ามาจะบันทึกเข้าบัญชีซื้อด้วยราคาทุนที่ซื้อ

กรณีซื้อสินค้าเป็นเงินสด

เดบิต ซื้อ xx

ภาษีซื้อ xx

เครดิต เงินสด xx

กรณีซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อ

เดบิต ซื้อ xx

ภาษีซื้อ xx

เครดิต เจ้าหนี้ xx

2. ค่าใช้จ่ายในการซื้อ เช่น ค่าขนส่งเข้า ค่าใช้จ่ายนำเข้า ค่าภาษีขาเข้า ฯลฯ เมื่อกิจการซื้อสินค้า ตามวิธีนี้ จะบันทึกค่าใช้จ่ายในการซื้อ ในบัญชีค่าใช้จ่ายประเภทนั้นๆ ทางด้านเดบิต

เดบิต ค่าขนส่งเข้า xx

ค่าใช้จ่ายนำเข้า xx

ค่าภาษีขาเข้า xx

ภาษีซื้อ xx

เครดิต เงินสด xx

3. ส่งคืนสินค้า การส่งคืนสินค้าเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้ซื้อได้รับสินค้าไม่ถูกต้องโดยจะบันทึกเข้าบัญชีส่งคืน

กรณีส่งคืนสินค้าเป็นเงินสด

เดบิต เงินสด xx

ภาษีซื้อ xx

เครดิต ส่งคืน xx

กรณีส่งคืนสินค้าเป็นเงินเชื่อ

เดบิต เจ้าหนี้ xx

ภาษีซื้อ xx

เครดิต ส่งคืน xx

4. ส่วนลดรับ ในกรณีที่ผู้ซื้อซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อ และผู้ขายมีเงื่อนไขในการให้ส่วนลดแก่ผู้ซื้อชำระเงินภายในเวลาที่กำหนด

เดบิต เจ้าหนี้ xx

เครดิต เงินสด/ธนาคาร xx

ส่วนลดรับ xx

การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับการขายสินค้า

1. ขายสินค้า รายได้จากการขายสินค้าจะบันทึกเข้าบัญชีขาย และไม่ต้องบันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่มีการขาย

กรณีขายสินค้าเงินสด

เดบิต เงินสด/ธนาคาร xx

เครดิต ขาย xx

ภาษีขาย xx

กรณีขายสินค้าเงินเชื่อ

เดบิต ลูกหนี้ xx

เครดิต ขาย xx

ภาษีขาย xx

2. ค่าใช้จ่ายในการขาย เช่น ค่าขนส่ง เมื่อกิจการขายสินค้าเป็นผู้รับภาระค่าขนส่งจะบันทึกเข้าบัญชีค่าขนส่งออก

เดบิต ค่าขนส่งออก xx

ภาษีซื้อ xx

เครดิต เงินสด xx

3. รับคืนสินค้า จะบันทึกเพียงรับคืนสินค้าในราคาขายเท่านั้น

เดบิต รับคืน xx

ภาษีขาย xx

เครดิต เงินสด xx

4. ส่วนลดจ่าย ในกรณีที่ผู้ขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ และมีเงื่อนไขให้ส่วนลดแก่ผู้ซื้อ เมื่อผู้ซื้อชำระเงินภายในเวลาที่กำหนดตามเงื่อนไขส่วนลดเงินสด โดยจะบันทึกในบัญชี “ส่วนลดจ่าย”

เดบิต เงินสด/ธนาคาร xx

ส่วนลดจ่าย xx

เครดิต ลูกหนี้การค้า xx

การคำนวณต้นทุนสินค้าที่ขาย (Cost of Goods’ sold)

บันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือเมื่อสิ้นงวด จะไม่มีการบันทึกต้นทุนขายเมื่อมีการขายหรือรับคืน ดังนั้นเมื่อต้องการทราบต้นทุนสินค้าที่ขายจึงต้องคำนวณ ดังนี้

ต้นทุนขาย = สินค้าคงเหลือต้นงวด ซื้อสุทธิ – สินค้าคงเหลือปลายงวด

และ ซื้อสุทธิ = ซื้อ ค่าใช้จ่ายในการซื้อ – ส่งคืน – ส่วนลดรับ

โดยสินค้าคงเหลือต้นงวดได้มาจากยอดคงเหลือในบัญชีสินค้าคงเหลือ ส่วนสินค้าคงเหลือปลายงวดได้มาจากการตรวจนับและตีราคาสินค้า ณ วันสิ้นงวด

การตีราคาสินค้าคงเหลือ

ไม่ว่าจะบันทึกสินค้าด้วยวิธีใดก็ตาม จำนวนเงินของสินค้าคงเหลือปลายงวดจะต้องตีราคาให้ถูกต้องและเหมาะสม การตีราคาสินค้าคงเหลือ ตามมาตรฐานการบัญชี ให้ใช้ราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า (Lower of cost or Net realizable Value)

มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Net realizable Value) หมายถึง ราคาที่คาดว่าจะขายได้ หัก ต้นทุนส่วนเพิ่มที่จะผลิตต่อให้เสร็จ (กรณีที่เป็นสินค้าที่อยู่ในระหว่างผลิต) และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อให้ขายสินค้านั้นได้

การคำนวณราคาทุนของสินค้าคงเหลือ

International Accounting Standard หรือ IAS สนับสนุนให้ใช้วิธีคำนวณหาราคาทุนของสินค้าคงเหลือได้ 4 วิธีดังนี้

1. Specific Identification Method (วิธีราคาเจาะจง)

2. First in – First out Method หรือ FIFO (วิธีเข้าก่อน-ออกก่อน)

3. Weighted Average Method (วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก)

4. Moving Average Method (วิธีถัวเฉลี่ยแบบเคลื่อนที่)

Specific Identification Method (วิธีราคาเจาะจง)

วิธีราคาเจาะจงเหมาะสำหรับกิจการที่จำหน่ายสินค้าขนาดใหญ่มากๆ หรือสินค้าราคาสูงมากและมีสินค้าจำหน่ายในท้องตลาดจำนวนไม่มาก เช่น เครื่องบิน เครื่องจักร หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ฯลฯ ซึ่งสามารถชี้เฉพาะเจาะจงลงไปได้ว่าสินค้าชิ้นนั้นมีราคาทุนเท่าใด วิธีราคาเจาะจงนี้ใช้ได้ทั้งกรณีที่กิจการบันทึกสินค้าแบบ Periodic Inventory และ Perpetual Inventory ซึ่งทั้งสองวิธีนั้นจะคำนวณเช่นเดียวกัน

First in – First out Method หรือ FIFO (วิธีเข้าก่อน-ออกก่อน)

วิธีเข้าก่อน-ออกก่อน เป็นวิธีที่นิยมใช้ในทางปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย เหมาะสำหรับกิจการที่มีสินค้าจำนวนมาก การตีราคาสินค้าตามวิธีนี้ถือว่าสินค้าใดซื้อมาก่อนจะถูกนำไปขายก่อน สินค้าที่เหลืออยู่จะเป็นสินค้าที่ซื้อมาครั้งหลังสุดตามลำดับย้อนขึ้นไป ส่วนต้นทุนสินค้าที่ขายจะเป็นสินค้าที่ซื้อมาจากครั้งแรกสุดไล่ลงมาตามลำดับการซื้อ

Weighted Average Method (วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก)

วิธีนี้ถือว่าราคาทุนถัวเฉลี่ยของสินค้าต่อหน่วยเป็นจำนวนเงินของสินค้าที่ไว้ขายทั้งสิ้น ซึ่งยกมาจากต้นงวด บวก สินค้าที่ซื้อมาระหว่างงวด หารด้วยจำนวนหน่วยของสินค้าที่มีไว้ขายทั้งสิ้น จำนวนเงินของสินค้าคงเหลือคำนวณได้โดยนำจำนวนสินค้าที่เหลือคูณกับราคาทุนถัวเฉลี่ยต่อหน่วย วิธีนี้มีข้อจำกัดคือ ใช้ได้เฉพาะกิจการที่บันทึกสินค้าแบบ Periodic Inventory Method เท่านั้น

Moving Average Method (วิธีถัวเฉลี่ยแบบเคลื่อนที่)

วิธีนี้จะต้องคำนวณราคาทุนของสินค้าต่อหน่วยทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าเข้ามา ต้นทุนของสินค้าที่ขายจะใช้ราคาทุนต่อหน่วยซึ่งคำนวณไว้ในครั้งสุดท้ายก่อนการขายนั้น ข้อจำกัดของวิธีนี้ คือ ใช้ได้เฉพาะกิจการที่บันทึกบัญชีสินค้าแบบ Perpetual Inventory Method เท่านั้น

การปรับราคาทุนที่ลดลงเนื่องจากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับต่ำกว่าราคาทุน

เมื่อกิจการซื้อสินค้ามาขายไม่ว่าจะบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือแบบ Periodic Inventory Method หรือ Perpetual Inventory Method ณ วันสิ้นงวดบัญชีกิจการต้องตีราคาสินค้าในราคาทุน หรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า กรณีที่มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Net realizable Value) ต่ำกว่า ต้องทำการปรับปรุงราคาทุนที่ลดลง

วิธีการบัญทึกบัญชีปรับราคาทุนที่ลดลงทำได้ดังนี้

ก. ถ้ากิจการบันทึกสินค้าแบบ Periodic Inventory Method ทำได้ 3 วิธี คือ

1. ผลขาดทุนเนื่องจากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับต่ำกว่าราคาทุน ไม่แสดงแยกต่างหาก ให้รวมอยู่ในส่วนหนึ่งของต้นทุนขาย

จะบันทึกบัญชีโดย

เดบิต สินค้าคงเหลือ (งบดุล) xx

เครดิต การเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงเหลือ (งบกำไรขาดทุน) xx (สินค้าคงเหลือต้นงวด – ปลายงวด)

ซึ่งอาจอยู่เดบิตหรือเครดิตก็ได้ ขึ้นอยู่กับสินค้าปลายงวดเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากต้นงวด

2. แสดงผลขาดทุนแยกต่างหากในบัญชีขาดทุนจากการลดราคาสินค้า

จะบันทึกบัญชีโดย

เดบิต สินค้าคงเหลือ (งบดุล) xx

ขาดทุนจากการลดราคาสินค้า (งบกำไรขาดทุน) xx

เครดิต การเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงเหลือ (งบกำไรขาดทุน) xx (สินค้าคงเหลือต้นงวด – ปลายงวด)

ซึ่งอาจอยู่เดบิตหรือเครดิตก็ได้ ขึ้นอยู่กับสินค้าปลายงวดเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากต้นงวด

3. แสดงผลขาดทุนแยกต่างหากในบัญชีขาดทุนจากการลดราคาสินค้า โดยปรับปรุงคู่กับการตั้งบัญชีค่าเผื่อการลดราคาสินค้า

จะบันทึกบัญชีโดย

เดบิต สินค้าคงเหลือ (งบดุล) xx

เครดิต การเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงเหลือ (งบกำไรขาดทุน) xx (สินค้าคงเหลือต้นงวด – ปลายงวด)

ซึ่งอาจอยู่เดบิตหรือเครดิตก็ได้ ขึ้นอยู่กับสินค้าปลายงวดเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากต้นงวด

เดบิต ขาดทุนจากการลดราคาสินค้า (งบกำไรขาดทุน) xx

เครดิต ค่าเผื่อการลดราคาสินค้า (งบดุล) xx

วิธีนี้จะแสดงสินค้าคงเหลือปลายงวดในราคาทุน โดยนำผลขาดทุนจากการลดราคาสินค้าไปหักออกจากกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน ส่วนบัญชีค่าเผื่อการลดราคาสินค้านั้นจะนำไปหักออกจากบัญชีสินค้าคงเหลือในงบดุล

ที่มาจาก: pangpond.com

เริ่มต้นการออมในเด็ก

ประหยัด มัธยัสถ์ อดออม หลายท่านคงได้ยินอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่เด็กๆ จนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญทั้งกับครอบครัว อีกทั้งยังอาจส่งผลกับประเทศชาติได้อีกด้วยสำหรับมือใหม่หัดออมคุณพ่อคุณแม่ ไม่ควรคาดหวังว่าในแต่ละวันว่าลูกจะออมเงินได้ตามที่ตกลงกันหรือไม่ เช่น ตกลงกันไว้ว่า ลูกจะหยดกระปุกวันละ 10 บาท หากวันไหนเขากินจุเพราะหิวกว่าทุกๆ วัน ลูกอาจจะเหลือเพียง 5 บาท หรืออาจจะไม่เหลือกลับมาเลย ก็ไม่ควรจะตำหนิเขาอย่างรุนแรง เนื่องจากการใช้เงินของเด็กๆ

shutterstock_130170536

ในลักษณะนี้จะบ่งชี้ให้คุณพ่อคุณแม่ทราบว่าลูกคุณมีวินัยในตัวเองมากน้อยแค่ไหนค่ะ เรามาเริ่มต้นกันที่ระเบียบวินัย การปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักการอดออมนั้นควรจะเริ่มต้นจากการฝึกให้ลูกรู้จักมีระเบียบวินัยกับตัวเองก่อน อย่าลืมนะคะว่าเด็กก็คือเด็ก วินัยต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้นต้องอาศัยระยะเวลาในการปลูกฝัง หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ตั้งแต่เขายังเด็ก

เมื่อเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพอย่างแน่นอนคงเคยได้ยินใช่ไหมคะว่า “ลูกไม้นั้นย่อมหล่นไม่ไกลต้น” สร้างสถานการณ์จำลองเพื่อการเรียนรู้ของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรสร้างความเคยชินในการประหยัด เพื่อให้ลูกๆ รู้และเข้าใจว่า การสร้างพฤติกรรมการออมนั้นมีความสำคัญต่อตนเองอย่างไร ในที่สุดเมื่อเขาเติบโตขึ้น พฤติกรรมดังกล่าวจะสามารถช่วยชาติและช่วยตัวลูกได้เป็นอย่างดี ขอแนะนำให้คุณเป็นแบบอย่างที่ดี โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้เงิน หากคุณใช้จ่ายอย่างประหยัดและเห็นคุณค่าของเงิน วันหนึ่งลูกก็จะเดินตามอย่างแน่นอนมีคุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่สอนให้ลูกประหยัดในขณะที่ตนเองยังฟุ่มเฟือย คุณอาจสร้างสถานการณ์ให้ลูกได้รับรู้ว่า หากวันหนึ่งลูกหิวขึ้นมา แล้วคุณพ่อคุณแม่ไม่มีเงินเหลือในกระเป๋าที่จะให้เขาไปซื้อขนม เขาจะรู้สึกอย่างไร ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากเด็กๆ มีเงินเก็บในกระปุก เขาก็สามารถนำเงินออมมาใช้ยามหิวฉุกเฉินได้ เป็นต้น
ที่มาจาก: pangpond.com

ลดหย่อนเงินบริจาคให้แก่พรรคการเมือง

การบริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมือง

ตั้งแต่ปีภาษี 2551 เป็นต้นไป บุคคลธรรมดา ที่มีสัญชาติไทย (ไม่รวมถึง ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือ คณะบุคคล ที่มิใช่ นิติบุคคล และกองมรดก ที่ยังไม่ได้แบ่ง) สามารถบริจาค เงินภาษี ให้แก่พรรคการเมืองได้ ตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัต ิประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 โดยแสดง เจตนาบริจาค เงินภาษี ให้แก่พรรคการเมือง พร้อมการยื่นแบบ แสดงรายการภาษี ประจำปี โดยมีหลักเกณฑ์ และวิธีการ ตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ ( ฉบับที่ 176 ) ดังนี้

shutterstock_108179540

1.ผู้มีเงินได้ เมื่อคำนวณภาษี ตามแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 แล้ว มีเงินภาษี ที่ต้องชำระ ตั้งแต่ 100 บาท ขึ้นไป

2.ผู้มีเงินได้ ที่มีสิทธิบริจาค ต้องแสดง เจตนาไว้ใน ช่องที่กำหนดไว้ ในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 โดยต้อง ระบุให้ชัดเจนว่า ประสงค์จะบริจาค หรือ ไม่บริจาค และระบุ รหัสพรรคการเมือง ที่ต้องการบริจาค หากไม่ระบ ุความประสงค์ หรือไม่ระบุ รหัสพรรคการเมือง ถือว่าไม่ได้แสดง เจตนาบริจาค ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

( 1 ) ระบุรหัสพรรคการเมือง ที่ต้องการบริจาค ได้เพียง 1 พรรคการเมือง หากแสดงเจตนา เกินกว่า 1 พรรคการเมือง ถือว่า ไม่ประสงค์ จะบริจาคให้พรรคการเมืองใด

( 2 ) เมื่อแสดงเจตนาบริจาค ให้แก่พรรคการเมืองใดแล้ว ห้ามปลี่ยนแปลง

( 3 ) พรรคการเมือง ที่ผู้บริจาค จะแสดงเจตนา บริจาคเงินภาษี ให้ได้ในปีภาษีใด จะต้องเป็น พรรคการเมือง ที่มีชื่ออยู่ใน ทะเบียนพรรคการเมือง ในปีภาษีนั้น หากพรรคการเมือง ที่แสดงความประสงค์ บริจาคเงินภาษี ให้สิ้นสภาพ เลิก หรือยุบ ตามกฎหมาย ในปีภาษีใด ให้ถือเสมือนว่า ไม่มีพรรคการเมืองนั้น ที่จะได้รับการแสดงเจตนา บริจาคเงินภาษีในปีภาษีนั้น

สามารถค้นหา รหัสพรรคการเมือง ได้จากเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือจากเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th

3.การแสดงเจตนา บริจาคเงินภาษีให้แก่ พรรคการเมืองตาม 2. ห้าม มิให้นำไป หักเป็นค่าลดหย่อน ตามมาตรา 47 แห่งประมวลรัษฎากร

4.ผู้มีเงินได้ ซึ่งมีสิทธิระบุการแสดงเจตนา บริจาคเงินภาษี ให้แก่พรรคการเมือง ในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ให้ถือตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

( 1 ) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้ฝ่ายที่มีเงินได้เป็นผู้ระบุความประสงค์ในแบบฯ

( 2 ) กรณีสามี หรือภริยา ต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และแยกยื่นแบบฯ หรือรวมยื่นแบบฯ แต่แยกคำนวณภาษี ให้สามี และภริยา ต่างฝ่ายต่าง มีสิทธิระบุความประสงค์ในแบบฯ

( 3 ) กรณีสามี หรือภริยา ต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และรวมยื่นแบบฯ รวมทั้ง รวมคำนวณภาษี
ให้ต่างฝ่าย ต่างมีสิทธิ ระบุความประสงค์ ของตนเอง ในแบบฯ โดยกรอก รายละเอียด การคำนวณ แยกรายการบุคคลใน “ใบแนบ ภ.ง.ด.90/91 ปีภาษี 2551 รายละเอียด คำนวณ ภ.ง.ด.90/91 แยกรายบุคคล กรณีคู่สมรส รวมคำนวณภาษี และบริจาคภาษี แก่พรรคการเมือง” (แล้วแต่กรณี) ซึ่งสามารถ Download ได้จาก เว็บไซต์กรมสรรพากร HOT MENU

ประเภทของการลงทุน

ประเภทของการลงทุนสามารถแบ่งได้ 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้

1. ตามระยะเวลาของการลงทุน ได้แก่

เงินลงทุนชั่วคราว คือ เงินลงทุนที่กิจการตั้งใจจะถือไว้ไม่เกิน 1 ปี รวมถึง หลักทรัพย์เพื่อค้า หลักทรัพย์เผื่อขาย เงินลงทุนทั่วไป และตราสารหนี้ที่จะครบกำหนดภายใน 1 ปี

เงินลงทุนระยะยาว คือ เงินลงทุนที่กิจการตั้งใจจะถือไว้เกิน 1 ปี รวมถึง ตราสารทุนที่จัดประเภทเป็นหลักทรัพย์เผื่อขายเงินลงทุนทั่วไป ตราสารหนี้ที่จัดประเภทเป็นหลักทรัพย์เผื่อขายและตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด

2. ตามสถานภาพของผู้ถือหลักทรัพย์ต่อกิจการ ได้แก่

ตราสารทุน คือ สัญญาที่แสดงว่าผู้ถือตราสารมีความเป็นเจ้าของในส่วน ได้เสียคงเหลือของกิจการที่ไปลงทุน

ตราสารหนี้ คือ สัญญาที่แสดงว่าผู้ออกตราสารมีภาระผูกผันทั้งทางตรง และทางอ้อมที่จะต้องจ่ายเงินสดหรือสินทรัพย์อื่นให้แก่ผู้ถือตราสารตามจำนวนและเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน

shutterstock_243412918

3. ตามวัตถุประสงค์ของการถือหลักทรัพย์ ได้แก่

หลักทรัพย์เพื่อค้า คือ เงินลงทุนในตราสารหนี้ทุกชนิดหรือตราสารทุนในความต้องการของตลาดที่กิจการถือไว้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะขายในอนาคตอันใกล้ ทำให้กิจการถือหลักทรัพย์นั้นไว้เป็นระยะเวลาสั้นๆ เพื่อหากำไรจากการเปลี่ยนแปลงราคาของหลักทรัพย์

หลักทรัพย์เผื่อขาย คือ เงินลงทุนในตราสารหนี้ทุกชนิดหรือตราสารทุนในความต้องการของตลาดซึ่งไม่ถือเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้าและในขณะเดียวกันไม่ถือเป็นตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนดหรือเงินลงทุนในบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วม หลักทรัพย์เผื่อขายสามารถแยกประเภทเป็นเงินลงทุนชั่วคราวหรือเงินลงทุนระยะยาว

เงินลงทุนทั่วไป คือ เงินลงทุนในตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาดทำให้กิจการไม่สามารถจัดประเภทเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้าหรือหลักทรัพย์เผื่อขาย เงินลงทุนทั่วไปสามารถแยกประเภทเป็นเงินลงทุนชั่วคราวหรือเงินลงทุนระยะยาว

ตราสารหนี้ที่ถือจนครบกำหนด คือ เงินลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ที่กิจการมีความตั้งใจแน่วแน่และมีความสามารถที่จะถือไว้จนครบกำหนดไถ่ถอน

ที่มา http://www.จดทะเบียนบริษัท.com/?p=1154
ที่มาจาก: pangpond.com

หากยื่นแบบแล้วมีภาษีต้องชําระจะขอผ่อนชําระภาษีได้หรือไม่

หากยื่นแบบแล้วมีภาษีต้องชำระจะขอผ่อนชำระภาษีได้หรือไม่

ถ้ามีภาษีที่ต้องชำระจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ทั้งภาษีครึ่งปีและภาษีสิ้นปี ผู้เสียภาษีมีสิทธิ ขอผ่อนชำระภาษีได้เป็น 3 งวดเท่า ๆ กัน โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มใดๆ ผู้เสียภาษีอาจติดต่อขอผ่อนชำระได้ที่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาโดยใช้แบบบ.ช. 35 จำนวน 1 ชุด 3 แผ่น ข้อความเหมือนกันดังนี้
งวดที่ 1 ชำระพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภายในวันที่ 30 กันยายน หรือวันที่ 31 มีนาคม

งวดที่ 2 ชำระภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ต้องชำระงวดที่ 1

งวดที่ 3 ชำระภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ต้องชำระงวดที่ 2

shutterstock_90754157

ถ้าภาษีงวดใดงวดหนึ่งมิได้ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้เสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็น รายงวด และต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีงวดที่เหลือ

จะขอผ่อนภาษีได้หรือไม่

หากยื่นแบบแล้วมีภาษีต้องชำระจะขอผ่อนชำระภาษีได้หรือไม่

ถ้ามีภาษีที่ต้องชำระจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ทั้งภาษีครึ่งปีและภาษีสิ้นปี ผู้เสียภาษีมีสิทธิ ขอผ่อนชำระภาษีได้เป็น 3 งวดเท่า ๆ กัน โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มใดๆ ผู้เสียภาษีอาจติดต่อขอผ่อนชำระได้ที่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาโดยใช้แบบบ.ช. 35 จำนวน 1 ชุด 3 แผ่น ข้อความเหมือนกันดังนี้
งวดที่ 1 ชำระพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภายในวันที่ 30 กันยายน หรือวันที่ 31 มีนาคม

งวดที่ 2 ชำระภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ต้องชำระงวดที่ 1

งวดที่ 3 ชำระภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ต้องชำระงวดที่ 2

shutterstock_90754157

ถ้าภาษีงวดใดงวดหนึ่งมิได้ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้เสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็น รายงวด และต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีงวดที่เหลือ

ที่มาจาก: pangpond.com